ความทรมาณที่เป็นสุข

มิถุนายน 27, 2008

1.

เมื่อฉันตกหลุมรัก

การคิดถึงเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้เลย

วันละหลายๆครั้ง

ทุกๆวัน

ทั้งหลับและตื่น…

 

2.

เมื่อฉันพบหน้าเธอ

มอง…



เสื้อ กางเกง
ข้อมือ
มือ
การขยับของมือ
หน้า
ปาก
การขยับของปาก
ตา

ไม่อาจละสายตาได้
แต่ก็ไม่อาจสบตาได้เช่นกัน

 

3.

เมื่อฉันโทรหาเธอ

กดดูเบอร์

คิด…

กดโทร

รีบกดวาง

 

กดดูเบอร์อีกรอบ

คิด…

กดโทร

รีบกดวาง

( แต่กดช้าไป มัน missed call ซะแล้ว )

 

4.

เมื่อเธอโทรหาฉัน

( เพราะ missed call ตะกี้ไงเล่า )

 

“ โทรมาหาเราเปล่า ”

“ เอ่อ…หรอ…โทษทีๆๆๆโทรผิดละมั้ง ”

“ อ๋อ งั้นโอนะ บาย ”

“ บายยยยย………ยยย ”

5.

เมื่อชีวิตฉันเหมือนตัวละคร

ฉากนั้น…
LOVE ACTUALLY
กรอซ้ำ รอบที่สอง รอบที่สาม รอบที่สี่ รอบที่ห้า รอบที่หก รอบที่เจ็ด รอบที่แปด รอบที่เก้า รอบที่สิบ

 

6.

เมื่อความคิดถึงมันหยุดไม่ได้

กดดูเบอร์

คิด…

กดโทร

รีบกดวาง

 

กดดูเบอร์

คิด…

กดโทร

รีบกดวาง

 

กดดูเบอร์อีกครั้ง


Deleted

 

7.

เมื่อฉันบังเอิญเจอเธอ

สมองตัน
หูอื้อ
ตาพร่า
ทำอะไรไม่ถูก
แข็งเป็นหิน
(ดีใจ แต่ไม่แสดงออก)

ส     ติ     แ     ต     ก

 

8.

เมื่อความคิดถึงมันวนเวียนวนเวียนวนเวียนวนเวียนวนเวียน

หาเบอร์เธอ
ในลิ้นชัก ซอกที่ลึกที่สุด
(ให้ตายเถอะ ทำไมกูไม่ทิ้งเบอร์ว่ะ)

Memเบอร์

คิด…

กดโทร

รีบกดวาง

 

นั่งดูชื่อเธอ

 

กดดูเบอร์อีกครั้ง


Deleted

 

9.

เมื่อฉันฟังเพลง

“อย่าเพิ่งรู้ว่าฉันนั้น
คิดอะไรก็แล้วกัน
ปล่อยให้ฉันได้ฝัน
ได้เพ้อนานๆอีกซักหน่อย
แค่เท่านี้ก็ดีอยู่แล้ว
ถึงมันจะเลื่อนลอย
อาจเป็นเพียงความฝันน้อยๆ
แต่ฉันก็จะคอยต่อไป
ถ้าใกล้กว่านี้
ก็กลัวว่าเธอจะถอยไป
ห่างใจฉันไปไกลไม่กลับมา”

 

10.

เมื่อเธอพูดคุย

ได้โปรด…
พูดกับฉัน อย่างที่พูดกับคนอื่นๆ
อย่าให้ความพิเศษใดๆ
เพราะฉันพร้อมจะตีความเสมอ

 

 

1.

เมื่อฉันตกหลุมรัก

การคิดถึงเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้เลย

วันละหลายๆครั้ง

ทุกๆวัน

ทั้งหลับและตื่น…


น้ำตาจะไหล “นิ้วแบนด์”

พฤษภาคม 11, 2008

aeystamp niwband

พี่เอ๋
แสตมป์
พี่จอร์จ เปียโน
พี่เอ มือเบส
นัท มือกลอง
พี่เจ้าของร้านประตูสีฟ้า
ทุกคนๆที่มา พี่ๆเพื่อนๆน้องๆ

ทุ ก ค น ทำ ใ ห้ ภ า พ วั น นั้ น มั น น่ า รั ก ม า ก ม า ก

เราน้ำตาจะไหลจริงๆ
ตอนเรากับเพื่อนขึ้นไปร้านโค๊ก(ร้านอาหารบนชั้นสอง)
แล้วมองลงมาที่ร้านประตูสีฟ้า
เห็นหลังของทุกคน เห็นจำนวนคน เห็นนักดนตรีตัวเล็กๆอยู่ลึกๆในร้าน

“เสียงเพลงดังเหมือนกันเนอะ”
“เออ เค้าช่วยกันร้องด้วยไง”
“คนเยอะด้วยอะ”
“อืม ถ้าเราเป็นพี่เอ๋กับแสตมป์ ต้องปลื้มมากๆเลย”
“อือ ใช่ (คนที่ยืนปลื้มยืนอยู่ตรงนี้)(แต่ไม่ใช่สองคนนั้น555)
สุดยอดว่ะ ภาพนี้โคตรดีเลย”

ขอบคุณพี่เอ๋ แสตมป์ พี่จอร์จ พี่เอ นัท
พี่เจ้าของร้านประตูสีฟ้า
ทุกคนๆที่มา พี่ๆเพื่อนๆน้องๆ
และตัวเองด้วย ที่ได้มา

ขอบคุณมากๆๆๆๆๆ

PS. ซักพักเราเลยเข้าไปนั่งข้างในร้านด้วย และหันกลับมามองหน้าทุกคน
ภาพนี้ก็ตื้นตันมากมากไม่แพ้กัน

รูปน่ารักๆ เอามาจากwww.loveisloveis.com
และhi5 NANNAN
ขอบคุณมากๆฮะ

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket


มันไม่ง่ายสำหรับฉันและเธอ

เมษายน 19, 2008

” เป็นอะไร ทำไมร้องไห้ “
ฉันถามน้องด้วยความห่วงใย
” ไม่รู้เหมือนกัน มันเหนื่อย มันคิดมาก ไม่รู้ว่าอ่านหนังสือไป จะเอ็นท์ติดได้รึเปล่า “
เสียงน้องสาวพูดปนสะอื้น
” เครียดใช่เปล่า ไม่เป็นไรๆ “
ฉันบอก


ตอนเราเป็นทารกตัวแดงๆนั้น สิ่งที่ท้าทายของเราก็คือการกินนมโดยไม่สำลัก
พอโตขึ้นเป็นเด็กตัวน้อยๆ การกินนมไม่ได้ยากอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่ยากกว่านั้นก็คือการเดินด้วยสองเท้า ไม่ให้ล้ม
ต่อมาเราต้องเริ่มส่งเสียงเป็นคำที่มีความหมาย อย่าง ” แม่ ” “ พ่อ ” เราต้องตั้งฟัง และต้องพยายามเลียนเสียงด้วย
เมื่อกิน เดิน พูดได้แล้ว เราก็อยากเคลื่อนที่ให้เร็วกว่าที่เป็นอยู่ ถึงตอนนี้เราเริ่มขี่จักรยาน แน่นอน ต้องมีเลือดตกยางออก
พอโตขึ้นเราต้องเริ่มดูแลชีวิตน้อยๆของเราเองบ้าง การรู้เวลาก็สำคัญเหมือนกัน เราจึงต้องดูนาฬิกาให้เป็น เฮ้ย มีตั้งสามเข็ม ยากชะมัด
แต่พอเรียนเลขเราว่าเรื่องบัญญัติไตรยางค์ มันสุดยอดกว่าอีก ยากกกกกมาก
เริ่มเข้าวัยรุ่น ปัญหาไม่ใช่เรื่องการเรียนแล้ว แต่เราต้องการการยอมรับจากเพื่อนๆ
รักข้างเดียวก็เจ็บปวดเหมือนกัน กลัวจะไม่ได้รับรักตอบ
การเอนทรานซ์ มันทรมานเหลือเกิน ต้องขยัน ขยัน และขยัน
พอเริ่มหัดขับรถ หวาดเสียว ตกใจ กลัวชนชะมัด
ทำ Thesis อดหลับ อดนอน โคตรลุ้น จะผ่านมั้ย เกรดจะดีมั้ย
พออกหัก ก็รู้สึกเหมือนกับว่าแทบจะทานทนไม่ได้ ร้องไห้ตลอดเวลา
ชีวิตตอนทำงานนี่ยากกว่าอีก พิสูจน์ตัวเองกับเจ้านาย พิสูจน์ตัวเองกับเพื่อนร่วมงาน และต้องพิสูจน์ตัวเองกับตัวเองด้วย

” ร้องไห้เถอะ สิ่งนั้นมันยากจริงๆนี่นา นุ่นไม่ได้อ่อนแอหรอก “ ฉันตบไหล่น้องเบาๆ


เมื่อฉันรู้จักเธอ

เมษายน 10, 2008

บ้าน
ฉันมีความเชื่อว่าการรู้จักอดีตของใครสักคนหนึ่ง
เราต้องไปรู้จักบ้านของเค้า

ฉันจะมั่นมากขึ้นว่าฉันสนิทกับใครพอ
เมื่อฉันไปบ้านของคนคนนั้น
เหมือนเวลาฉันไปบ้านเพื่อนที่สนิท
บางทีฉันได้กล่าวคำสวัสดีพ่อแม่ของเพื่อน
บางทีฉันได้ช่วยล้างจานในครัวบ้านนั้น
บางทีฉันได้รู้ว่าพี่ชายเพื่อนอยู่บ้านทุกครั้งที่ไป
บางทีฉันได้กินข้าวเย็นที่เตรียมจากแม่บ้านไม่ใช่แม่เพื่อน
บางทีฉันได้รู้ว่าบ้านที่เพื่อนบอกว่าเก่านั้น เก่าแค่ไหน
บางทีฉันได้รู้ว่าหมาบ้านนั้นชอบขึ้นคร่อมตุ๊กตา
บางทีฉันได้รู้ว่าก๊อกที่อ่างล้างหน้าอันนี้ต้องปิดไม่สุด น้ำถึงจะหยุดไหล
บางทีฉันได้รู้ว่ากอล์ฟคืองานอดิเรกพ่อเพื่อน
บางทีฉันได้รู้ว่าเพื่อนรีดผ้าเอง
บางทีฉันได้ยินครอบครัวเพื่อนคุยกันเรื่องซีเรียส
บางทีฉันได้รู้ว่าพ่อเพื่อนเรียกแม่เพื่อนว่าแม่
บางทีฉันได้รู้ว่าพี่สาวคนโตของเพื่อนจบธรรมศาสตร์ และพี่สาวคนรองของเพื่อนจบธรรมศาสตร์ จากรูปรับปริญญาที่ห้องนั่งเล่น

นั่นเป็นสิ่งที่ฉันตื่นเต้นมาก เวลาไปบ้านเพื่อน เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้รู้จากการบอกเล่า

ห้องนอน
ฉันมีความเชื่อว่าการรู้จักปัจจุบันใครสักคนหนึ่ง
เราต้องไปรู้จักห้องนอนของเค้า

ฉันมั่นใจมากขึ้นไปอีกว่าฉันสนิทมากพอกับใคร
เมื่อฉันไปห้องนอนของคนคนนั้น(โปรดอย่าคิดไปในแง่นั้น)
เหมือนเวลาฉันไปบ้านเพื่อนสนิท
บางทีฉันได้รู้ชื่อของตุ๊กตาตัวโปรดตัวนั้น
บางทีฉันได้รู้ว่ามันตากกางเกงในไว้ในห้อง
บางทีฉันได้เห็นอัลบั้มตอนเด็กๆของมัน
บางทีฉันได้เห็นว่าโต๊ะเครื่องแป้งสำคัญกว่าโต๊ะเขียนหนังสือ(เพราะห้องมันไม่มีโต๊ะเขียนหนังสือ)
บางทีฉันได้รู้ว่ามันคลั่งนักร้องคนนี้กว่าที่คิดแฮะ (โปสเตอร์เยอะไป)
บางทีฉันได้รู้วิธีเปิดวิทยุของมันที่ไม่เหมือนของเรา
บางทีฉันได้รู้ว่ากบที่มันสะสมเยอะแค่ไหน
บางทีฉันได้กลิ่นห้องแบบผู้หญิงๆของมัน
บางทีฉันได้รู้ว่ามันก็เป็นคนมีระเบียบเหมือนกันแฮะ

นั่นเป็นสิ่งที่ฉันมีความสุขมาก เวลาไปบ้านเพื่อนสนิท เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้รู้จากการพูดคุย

นอกจากบ้าน และห้องนอนของเพื่อนๆแล้ว
ห้องนอนที่ฉันเดินเข้ารองจากห้องนอนของฉัน
ก็คือห้องนอนของน้องชายและน้องสาว
เพราะห้องนอนของเราติดกัน

มันแปลกตรงที่วันนี้ฉันตั้งใจมองไปผนังห้องของน้องชาย

มันแปลกตรงที่น้องสาวของฉันมีกระดาษแผ่นใหม่แปะที่ผนังห้องเหนือโต๊ะเขียนหนังสือ

มันแปลกตรงที่เราสามคนเขียนอะไรบางอย่างแปะไว้ตรงผนังห้องเหมือนกัน

มันคือ…

ตัวตน

ความคิด

ประโยคในการดำเนินชิวิต

สิ่งสำคัญ สิ่งที่มีค่า สิ่งที่มีความหมาย
 
กำลังใจ

แรงบันดาลใจ

ความเชื่อ

แต่สิ่งที่ชัดเจนมากก็คือ…

เป้าหมายในอนาคต

 

ฉันรู้จักน้องชายของฉันมากขึ้น

ฉันรู้จักน้องสาวของฉันมากขึ้น

ฉันรู้จักตัวเองมากขึ้น
 
และ

ฉันเริ่มมีความเชื่อว่าการรู้จักอนาคตของใครสักคนหนึ่ง
เราต้องไปรู้จักผนังห้องนอนของเค้า


หล่อเลี้ยงโคตรโคตร

กุมภาพันธ์ 28, 2008

หน้าเอ๋อ สมองไม่สั่งการ หูชา ตาพร่ามัว
อาการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน

วันนั้น…
วันอาทิตย์ ใช่ วันอาทิตย์ โชคดีจังที่ยังมีสติจำได้

” นี่ไง ชิงชิง ” เสียงทุ้มของแสตมป์ พร้อมชี้นิ้ว และส่งสายตามาทางนี้
ทันใดนั้นน้องผู้หญิงสองคน
กำลังวิ่งมาหาเราด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
และเบรคกะทันหันตรงหน้า หน้าเราพอดี

รอยยิ้มกว้างงงงที่โคตรสดใส มือที่กำหนังสือสีส้มแดงแน่น
เสียงกรี๊ดดดดดด และขาที่กระโดดลอยสูง จากพื้น(สองขาคู่ด้วยอะ)
กระโดดขึ้นลง ขึ้นลง ขึ้นลง ขึ้นลง
พร้อมกับคำที่เราจะไม่ลืมเลย “ชิงชิง พี่ชิงชิง..พี่ชิงชิง”
ชื่อนี้ถูกพูดย้ำ ย้ำ ย้ำ ย้ำ
เราหน้าเอ๋อ เอ๋อแบบเอ๋อออออ
ในใจคิดว่า เกิดอะไรขึ้นอะ นี่มันอะไรอะ

ตามมาด้วยอาการ สมองเริ่มไม่สั่งการ
เพราะประโยคนี้เลยอะ
” พี่ชิงชิง…ตัวจริง พี่ชิงชิงน่ารัก ชอบชอบ ชอบภาพประกอบมากด้วยค่ะ “
( น้องเค้าพูดประมาณนี้เปล่าวะ เพราะการรับรู้เลือนลางมากถึงมากที่สุด
ถ้าไม่ใช่น้องพูดแบบนี้ ก็น่าจะเอ๋อจนหลงตัวเอง )
เฮ้ย!!!ช็อตนี้ต้องดีใจนี่หว่า

” เซ็นให้หน่อยนะคะ ” น้องหนึ่งในนั้นยื่นหนังสือที่กำแน่นในมือมา
พลิกหน้าสุดท้ายของหนังสือ พร้อมปากกาสีเงิน ใช่ ปากกาสีเงินนั้น จำได้
เซ็นหรอ เซ็น หมายถึงลายเซ็นอะหรอ ขอลายเซ็นหรอ
เฮ้ยยยยยย….ย ดีใจอะ ดีใจ ดีใจ
ในหัวแบบว่าอลหม่านและสับสนมาก ทำไงอะ ยังไม่มีลายเซ็นเลย
ช่างมันๆๆๆ ไม่เป็นไร เขียนชื่อไงเล่า
เฮ้ย เวลาเซ็นนี่ เค้าต้องเขียนอะไรด้วยเปล่า
อยากเขียนๆๆ เขียนอะไรอะ ยังไม่ได้เคยคิดเลย
นานไปเปล่าอะ คิด คิด คิด

ระหว่างนั้น เราพูดบางอย่างออกไป ” เป็นแฟนนิ้วกลมหรือแฟนแสตมป์หรอ “
น้องเค้าคงตอบว่าอะไรซักอย่าง แต่เราไม่ได้ยินเลย
เอาล่ะ ประโยคนี้ละ ชอบละ ‘ ขอให้เจอคนคนนั้นและรักเค้าอย่างคลั่งไคล้ ‘
เมื่อยกปากกาขึ้น
เหมือนน้องเค้าจะพูดว่า ” ปากกามันหัวใหญ่ หมึกเยิ้มเกินไป “
ใช่ เหมือนจะได้ยินอย่างนั้น
เราเงยหน้าขึ้นมาจากหน้าหนังสือที่มีตัวหนังสือยึกยือ
มองไปรอบๆ ภาพที่เห็นดูเบลอๆ มองหน้าน้องสองคน น้องยิ้มกว้าง
แล้วเราก็ถามว่า ” น้องเป็นแฟนนิ้วกลมหรือแฟนแสตมป์หรอ “
น้องเค้าเหมือนจะตอบคำถามนั้น แต่ไม่มีเสียงใดๆเข้าหู

” นี่ดีใจกว่าเจอนิ้วกลมอีกนะเนี่ย ” เสียงแซวของแสตมป์
เรามองหน้าน้องทั้งสองคน น้องเค้าดูดีใจมากที่เจอเรา ที่รู้ว่านี่คือชิงชิง
ท่าทางน่ารักน่ารักนั้น ทำให้เราแบบปลื้มมาก ขอย้ำ มากกกกก!!!

เรายิ้ม น้องยิ้ม เหมือนเราจะพูดอะไรซักอย่างไป แต่จำไม่ได้แล้ว
ใช่ เราพูดกันหลายประโยค
ประมาณว่าอ่านจบยัง ซื้อหนังสือที่ไหน หาซื้อยากรึเปล่า
ซักพักเหมือนเราจะถามว่า ” น้องเป็นแฟนนิ้วกลมหรือแฟนแสตมป์หรอ “

เพิ่งรู้ตัว แบบว่าเฮ้ย เราถามไปแล้วนี่หว่า หลายครั้งแล้วด้วยนะ
น้องเค้าตอบยังหว่า ถ้าตอบไปแล้ว ทำไมไม่ได้ยินเลย เหมือนไม่ได้ยินอะไรเลยอะตอนนั้น

น้องเค้าจะคิดไงอะ แม่ง ไม่ฟังเลยหรือไง

สติแตกสุดๆๆๆ
เริ่มรู้ตัว (เพิ่งรู้ตัว)
แต่ก็ยัง…
คงหน้าเอ๋อ
สมองไม่สั่งการ
หูชา
ตาพร่ามัว

“บายนะค๊ะ”
“บ๋ายบาย ขอบคุณนะ”

เมื่อสติกลับมา
ดีใจ ดีใจมาก แบบว่าปลื้ม ปลื้มมาก ขอบคุณอะ ขอบคุณจริงๆ
ภาพวันนี้จะถูกจดจำตลอดไป
ความรู้สึกนี้ ความรู้สึกที่จะไม่มีวันลืม

เพราะ “ชิงชิง” เมื่อกี้นี้ ถูกทำให้เป็นมากกว่า “ชิงชิง” ก่อนหน้านี้

น้ำตาจะไหลอะ ปลื้มจริงๆ ขอบคุณมากมาก

ถ้าเมื่อกี้มีสติกว่านี้(แต่คงยาก)

จะถามน้องว่า

” เป็นแฟนชิงชิงได้มั้ย ” (นะนะนะ เป็นแฟนเราเหอะ)


เมื่อคนสองวัย สองสถานะ คิดเรื่องเดียวกัน

กุมภาพันธ์ 3, 2008

เช้าวันอาทิตย์ บนบันไดชั้น 2 ของบ้านหลังหนึ่ง

ลูกสาว : “ม๊าไปยัง ลูกแต่งตัวเสร็จแล้ว พร้อมไป”
เสียงตะโกนจากชั้นบน พร้อมเสียงวิ่งลงบันไดอย่างรวดเร็ว
คุณแม่ : “กระโปรง…..”
สายตาจับจ้องมายังกระโปรงตัวใหม่ของลูกสาว
ลูกสาว : “สวยเปล่าๆ เพิ่งซื้อเลย”
คุณแม่ : “น่าเกลียด สั้นเกินไป ทำไมซื้อสั้นอย่างงี้”
ลูกสาว : “สั้นหรอ ไม่สั้นหนิ เค้าก็ใส่แบบนี้กันอะ”
คุณแม่ : “แต่งตัว ให้มันมิดชิดหน่อย มันไม่ดี คนอื่นจะมองว่ายังไง”
ลูกสาว : “ม๊า มันไม่สั้นจริงๆ ไม่โป้เลยเนี่ย”
คุณแม่ : “สาวๆใส่สั้นแบบนี้มันไม่งาม”
ลูกสาว : “ม๊า เค้าก็ใส่กันตอนสาวนี่แหละ อีก 3 ปี ลูกก็แต่งงาน มีลูกแล่ว แก่แล่ว ให้เค้าใส่เหอะ”

ตัดมาที่ลูกสาว เริ่มหาตัวช่วย
ลูกสาว : “ป๊า มันสั้นหรอ”
หันไปขอความช่วยเหลือจากพ่อ (หน้าตาอ้อนวอนเท่าที่จะทำได้)ตัวกลางระหว่างเรื่อง ที่เริ่มจะถูกดึงให้เกี่ยว
คุณพ่อ : ก็…..ก็สั้นนะ มันเป็นกระโปรงแหละ มัน…นนน…..
ลูกสาว : …ล่อแหลม
คุณพ่อ : ใช่ ถ้าเป็นกางเกง มันก็ไม่สั้นหรอก
ลูกสาว : อืม (ในหัว .. เอาไงดีวะกู ตัวช่วยคล้อยตามหม่าม๊า)

โปรดนึกภาพ ท่าสองมือดึงกระโปรงที่ดึงไม่ค่อยจะได้แล้วลงมา (ไม่งั้นจะโดนเรื่องเอวต่ำด้วย)
ได้ความยาวเพิ่มอีก1นิ้วครึ่ง เย่!!!

ลูกสาว : แล้วงี้อะ ป๊า เป็นไง
คุณพ่อ : เอ่อ โอเค อย่างงี้กำลังพอดี

สำเร็จจจจจจจจจจจจจจจจ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

บนใบหน้าลูกสาว รอยยิ้มกรุ่มกริ่ม ดีใจที่จะได้ใส่กระโปรงตัวนี้ออกจากบ้าน
(ขอเถอะ อยากใส่อะ วันนี้ร่าเริงด้วย)
ส่วนหน้าคุณแม่ออกจะเซ็งๆเล็กน้อยถึงปานกลาง
มาดูที่หน้าคุณพ่อ ดูกังวลๆ แบบว่ากูพูดไปอย่างงี้ดีแล้วรึเปล่า

ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูก เราต่างกัน ทั้งๆที่เราคิดเรื่องเดียวกัน
สิ่งที่ลูกสาวคิด…ชอบ น่ารักจัง อยากใส่ สดใส วัยรุ่นชะมัด
สิ่งที่คุณแม่คิดจากการมองกระโปรงลูกสาวอย่างเป็นกังวล…
โป้นะ ใส่ไปแล้ว คนอื่นจะมองว่ายังไง ดูล่อหูล่อตาด้วย
และที่ลืมไม่ได้คือพ่อแม่เค้าเลี้ยงดูมาแบบไหน ถึงยอมให้ลูกแต่งตัวแบบนี้

ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูก เราต่างกันจากมุมมองแห่งสถานะ
ความเป็นลูก…สบายตัว เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง
ความเป็นแม่…เป็นห่วงเป็นใย คอยดูแล และอบรมสั่งสอน

ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูก เราต่างกันจากมุมมองแห่งวัย
ความเป็นวัยรุ่น (ขอวัยรุ่นอยู่ ละกันนะ)…อยากทำก็ทำ ไม่ค่อยแคร์สายตาคนอื่น
ความเป็นผู้ใหญ่…สิ่งที่ทำอยู่บนพื้นฐานของสังคม

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก

เมื่อวาน…
ลูกขึ้นไปเปลี่ยนกางเกงเอวปกติ แทนที่จะใส่กางเกงเอวต่ำแบบวัยรุ่น
วันนี้..
แม่ยอมให้ลูกใส่กระโปรงตัวใหม่ออกจากบ้าน

ไม่มีข้อสรุปเกิดขึ้นในเรื่องนี้แต่อย่างใด

แต่
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ
“การยอมรับ”
ได้เริ่มก่อตัวขึ้นเล็กๆแล้วล่ะ


มีเรื่องราวในชีวิตทุกวันไม่ซ้ำกัน

สิงหาคม 23, 2007

มีใครคนนึงเคยบอกไว้ว่า…
ให้เขียนถึงแต่ละวัน เขียนทุกวัน
ความรู้สึกคงเหมือนเขียนไดอารี่
แต่อย่างน้อยที่สุดแค่1ประโยคก็ได้
เออ เข้าท่าว่ะ
เพราะคนที่ขี้เกียจเขียนที่สุดก็ต้องมีซักประโยคแหละน่า

แต่จริงๆแล้ววันๆนึงคงก่อร่างสร้างได้หลายประโยคทีเดียวเชียว
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราว(ความจริง) ความรู้สึก และอะไรต่อมิอะไร

ประโยคนั้นจะบอกถึงอารมณ์ สถานที่ ผู้คน สภาพแวดล้อม และอื่นๆ

น่าสนุกแฮะ
เอาเลยดีกว่า

“ลดหรือไม่ลดความอ้วน กูก็ทุกข์ทั้งสองทาง”
“อย่ากินน้ำเยอะก่อนนอน / หรือไม่ก็ต้องมีห้องน้ำในห้องนอนอะ”
“ตอนตื่นควรบิ๊ว(build)ตัวเองให้สดใส เพื่อความสดใสตลอดวัน”
“ความสุขที่ดีที่สุดต้องเริ่มจากตัวเอง เราจะไม่มีความสุขถ้าหวังพึ่งความสุขจากคนอื่น”
“ยาแก้อักเสบต้องกินให้หมด ไม่งั้นจะดื้อยา”
“แพมบอกว่าทำงานที่บ้านจะเฉา เห็นท่าจะจริง
กูเริ่มเฉาแล้ว เป็นดอกไม้เหี่ยวๆดอกหนึ่ง”
“เหงาว่ะวันนี้ ไม่ใช่เหงาธรรมดาด้วย เหงาถึงก้นบึ้งของหัวใจ
เพื่อนไม่อยู่ แฟนไม่อยู่ จะอยู่กันทำไมเมืองนอก
โกรธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธธ”
“หนึ่งกับเราลงความเห็นกันว่าเที่ยวกลางคืน
เป็นความสุขชั่วขณะสุดๆ สุดท้ายทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม”
“ต้องรีบนอนแล้วสิ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่สดใส
ในที่สุด…ยอมรับเถอะมึง ปัจจุบันสัมพันธ์กับอนาคต”555


ฉันอยากมีเธอเป็นเพื่อนสนิท

สิงหาคม 7, 2007

เรามาเป็นเพื่อนสนิทกันมั้ย?

คำพูดประโยคหนึ่งที่ไม่ได้ถูกเอื้อนเอ่ยขึ้นมาแต่อย่างใด

ต้องทำยังไงนะ

ฉันรู้ว่าวิธีการที่จะรู้ถึงชื่อของคนที่เพิ่งรู้จักกันครั้งแรก
ก็แค่ยิ้มหวานๆ แล้วพูดว่า “ชื่ออะไรหรอคะ”

ฉันรู้วิธีการที่จะพูดกับแม่ เวลาจะไปทะเล
ก็แค่ทำตัวน่ารักหน่อย แล้วถามว่า “แม่ เค้าไปทะเลอาทิตย์นี้ได้เปล่า”

ฉันรู้วิธีการที่จะรู้ว่าตอนนี้กี่โมง ในวันที่เธอลืมใส่นาฬิกา
ก็แค่พูดกับคนข้างๆแบบเกรงใจนิดนึงว่า “โทษนะคะ นี่กี่โมงแล้วคะ”

ฉันรู้วิธีการที่จะไปให้ถึงท่าเรือข้ามไปเกาะเสม็ด…
ก็แค่ถามพี่วินข้างทาง(เมืองระยอง)ว่า “พี่คะ ท่าเรือไปเกาะเสม็ดไปทางไหนคะ”

ฉันรู้วิธีการที่จะหาดีวีดีเรื่องโปรด
ก็แค่ถามคนขายว่า “มีหนังเรื่องนีโม่มั้ย”

ฉันรู้วิธีการที่จะได้เบอร์โทรศัพท์คนที่ติดต่องานด้วย
ก็แค่ถามว่า “ขอเบอร์ติดต่อกลับหน่อยได้มั้ยคะ”

ฉันรู้วิธีทำอะไรอีกมากมาย
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่รู้

“เรามาเป็นเพื่อนสนิทกันมั้ย?”

เพราะฉันไม่รู้ว่านี่เป็นวิธีของการทำให้ใครซักคนมาเป็น “เพื่อนสนิท” รึเปล่า


จงทำตัวให้เหมือน..ไม่มีวันพรุ่งนี้.. การฝึกวิทยายุทธเริ่มขึ้นแล้ววววว

กรกฎาคม 10, 2007

“จงทำตัวให้เหมือน..ไม่มีวันพรุ่งนี้.. การฝึกวิทยายุทธเริ่มขึ้นแล้ววววว”
ต้อม อายุ 24 ปี

จงทำตัวให้เหมือน แปลว่า พยายามทำ
พรุ่งนี้ แปลว่า อนาคต
วิทยายุทธ แปลว่า วิชาแห่งการต่อสู้

1 จงทำตัวให้เหมือน แปลว่า พยายามทำ

คุณว่าเด็กๆน่าอิจฉามั้ย
ทำไมน่ะหรอ
ก็เด็กๆจะแสดงออกตามที่พวกเค้ารู้สึก
-ถ้าเค้าหิว เค้าเจ็บ เค้าจะหาแม่ เค้าโดนแย่งของกิน …เค้าร้องไห้
-ถ้าเค้าลอยตัวอยู่ในอากาศ(เวลาถูกโยนขึ้น )เค้าได้ของเล่น
เค้าเล่นจ๊ะเอ๋ …เค้าหัวเราะ
-ถ้าเค้าไม่เข้าใจ เค้าตั้งใจฟัง …เค้าก็ทำหน้าเอ๋อๆ
เด็กไม่ซับซ้อน เพราะซับซ้อนไม่เป็น
เมื่อเริ่มโต เริ่มเรียนรู้ ความรู้สึกต่างๆมากขึ้น
อย่างโกรธ อิจฉา อ่อนแอ เห็นใจ
จนโตถึง…
เรียนรู้…
ขั้นสุดยอด….
นั่นคือ…
“ซ่อนความรู้สึก”

2 พรุ่งนี้ แปลว่า อนาคต

เด็กๆจะสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเค้าเท่านั้น
เค้าจะเห็นแค่ตุ๊กตาบาร์บี้ที่เค้าเล่นอยู่ โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลย
เหมือนกับว่าเค้าจะมองเห็นตุ๊กตาบาร์บี้ชัดเจน และทุกสิ่งทุกอย่างเป็นภาพเบลอๆ
หูเค้าจะบอดชั่วคราว ผิวหนังจะไร้ความรู้สึก ไม่ว่าเราจะสะกิดเค้าหนักมือขึ้น
ราวกับว่าเค้าจะตกอยู่ในโลกแห่งตุ๊กตาบาร์บี้คนสวยกับเค้าสองคนเท่านั้น
นอกจากว่าจะมีเคนด้วยอีก ก็เป็นสามคน ทุกอย่างจะถูกโฟกัสชั่วขณะนั้น
และเมื่อเค้าเริ่มอยากเล่นต่อเลโก้แล้วละก็ เค้าก็จะวิ่งไปหาเลโก้
โดยลืม(แถมโยนทิ้งด้วย)บาร์บี้คนสวยหวานใจนั้นทันที
“เค้าจะสนใจอยู่กับแค่สภาวะตอนนั้นเพียงเท่านั้น”

3 วิทยายุทธ แปลว่า วิชาแห่งการต่อสู้

เด็กๆจะยังไม่มีวิชาติดตัว
แต่วิชาต่างๆจะได้มาจากการเริ่มโตขึ้นโตขึ้น
ลูก ฝึกเชื่อฟังพ่อแม่
พี่ชายของน้องสาว ฝึกการเป็นพี่ที่เท่ห์ของน้องสาว
เฟรชชี่ ฝึกเคารพรุ่นพี่
ลูกน้อง ฝึกโอนอ่อนผ่อนตาม
เพื่อนบ้าน ฝึกพึ่งพาอาศัย
แม่ ฝึกการเลี้ยงลูก
“หรือยิ่งมีวิชามาก คือยิ่งเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ”

“จงทำตัวให้เหมือน..ไม่มีวันพรุ่งนี้.. การฝึกวิทยายุทธเริ่มขึ้นแล้ววววว”
ต้อม อายุ 24 ปี

ถ้า…
“ซ่อนความรู้สึก อนาคต วิชาเพื่อต่อสู้”
มันเป็นสิ่งสร้างความทุกข์ใจละก็

กลับมาเป็นตัวเองที่เป็นเด็กบ้างดีมั้ย

“หนูจะทำแบบนี้ ตอนนี้ และไม่ฝึกอะไรทั้งสิ้น”
ต้อม อายุ 1 ขวบ


โกรธ เศร้า

มิถุนายน 13, 2007

รู้เศร้าๆจัง
เหมือนจะร้องไห้ แต่ก็ไม่ได้เศร้ามากขนาดนั้น
เหตุเกิดจากความโกรธ
น๊อตหลุด
(ใช่ มันเรียกว่าน๊อตหลุด)
แล้วก็คิดได้ว่าอดทนไม่พอ
ป๊าเคยบอกว่า “ใครอดทนได้นานกว่า คนนั้นแหละ คนชนะ”
วันนี้ก็ป๊าก็เลยเรียกไปคุยอีกรอบ
อาจจะเพราะความเป็นเด็กเกินไปของเรา

หรือเพราะโกรธมาก หรือความรู้สึกต้องการปกป้อง หรือความไม่เข้าใจเขา
หรืออะไรก็แล้วแต่

เหตุผลฟังไม่ขึ้น
รู้แต่เรา ใ จ เ ย็ นไม่พอ

เสียใจจัง
เศร้าจิงว่ะ


หม่าม๊าอดีต ป่าป๊าอนาคต

พฤษภาคม 31, 2007

“เมื่อก่อนนะ ลูกร้องไห้เก่งมาก ห่างจากหม่าม๊าไม่ได้เลย
ร้องจนครูต้องโทรมาหา ให้ไปรับกลับบ้าน กลัวคอจะอักเสบ”
ม๊า

“เป็นไง วางแผนไว้ยังไง จะไปสอบปริญญาโท ธรรมศาสตร์ใช่รึเปล่า”
ป๊า

“ตอนเด็กๆ ชอบกินตับนี่นา ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่ชอบแล้วล่ะ”
ม๊า

“ยังไง ป๊าว่าทำธุรกิจของตัวเองดีที่สุดนะลูก”
ป๊า

“ก็อยากจะวางแผนชีวิตให้ลูกๆทุกคน ป๊าก็ไม่รู้จะห่วงไปทำไมนะ
เดี๋ยวก็แต่งงานกันไปหมดแล้ว”
ป๊า

“เนี่ย ตอนม.ต้น ม๊าก็เป็นห่วงกลัวคบเพื่อนไม่ดี เป็นห่วงมากๆ”
ม๊า

“ดูก็ดูดีดีนะ คนที่จะมาเป็นคนที่เราอยู่ไปด้วยตลอด เป็นผู้หญิงน่ะเสียเปรียบ
ถ้าเจอคนไม่ดี ก็ลำบาก”
ป๊า (อันนี้ม๊าก็ห่วงเหมือนกัน)

หม่าม๊าอดีต ป่าป๊าอนาคต
คนที่อยู่กับปัจจุบัน คือ ”ลูก” เอง (ลอยลำมะ)
เพราะมีป๊าม๊า ลูกถึงได้รู้จักอดีตของตัวเอง และไม่กังวลกับอนาคตจนเกินไปนัก
ขอบคุณค๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
จาก…ลูกที่น่ารักจะแย่


ความสุข4ดาว

พฤษภาคม 27, 2007

เพิ่งคิดออกว่า
แต่ก่อน(นานมาแล้ว)เขียนไดอารี่ทุกวัน
จะมีให้ดาวความสุขไว้ที่หัวกระดาษของวันนั้นๆ
ว่าวันนี้มีความสุขเท่าไหร่
มีเรทเหมือนโรงแรมเลย
แน่นอนอยู่แล้วว่าอย่างสุข(สุด)หรู ก็ต้อง 5 ดาวสิ

ความสุขวันนี้ได้ตั้ง4ดาวแหนะ
เป็นสุขแบบอิ่มเอม

คิดไปคิดมา คิดว่าเกิดจาก

เกิดจากวันนี้เป็นวันอาทิตย์
เกิดจากวันนี้นอนตื่นสาย (ตื่นสายวันหยุด มีความสุขชะมัด)
เกิดจากได้ไปสำเพ็ง
เกิดจากได้เดินดูของสวยงาม ระยิบระยับ
เกิดจากไปทำงานที่คั่งค้าง
เกิดจากได้รับป๊ากลับบ้านจากสังสรรกับเพื่อนฝูง
เกิดจากได้ดูละครตอนดึก


เอ่อ นึกไปนึกมา
“ได้ทำตามแพลนที่คิดไว้”
เป็นคำตอบของทั้งหมดนั่นเอง

หนึ่ง
วันนี้ได้ไปสำเพ็งตามที่นัดกับน้องนุ่นไว้ (น้องสาวที่น่ารักและเรียบร้อย)
สอง
และได้ไปสะสางงานที่(ทั้งที่ในตอนแรก)ไม่อยากจะทำในวันอาทิตย์
ก็ได้ทำให้เสร็จลุล่วง เย่เย่
สองอย่างนี้อาจจะนำมาซึ่ง3ดาวครึ่ง

และอีกครึ่งดาวสำหรับสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ลงตัว

“มีความสุขจัง อิอิ”


วันนั้นที่ Lucky in game, lucky in love

เมษายน 22, 2007

งานที่“รัก”และคนที่“ใช่”

“กูรู้สึกว่าคนเนี้ย ให้คบคบได้นะ แต่เค้าไม่ใช่ว่ะ”
“งานที่ทำอยู่เนี่ย กูทำเพื่อหาเงินว่ะ ก็ไม่ใช่งานที่อยากทำอะ”
“มึงเชื่อเรื่องเนื้อคู่เปล่าวะ”
“แกว่าทุกคนจะได้เจอคนที่ใช่ของตัวเองรึเปล่า”
“เราจะได้ทำงานที่เรารักเปล่าวะ”

ประโยคสนทนาเหล่านี้วนไปเวียนมาอยู่ตลอดเวลา เหมือนพายุหมุนเล็กๆ
ที่คอยพัดใบไม้และเศษผงริมถนน ให้เป็นวงหมุนๆงงๆ
มันไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายอะไร
เพียงแต่ฝุ่นผงเหล่านั้นก็เข้าตาฉันทุกทีอย่างหลีกเลี่ยงได้ยากทุกครั้งไป

ตัวฉันมีความเชื่อว่า
งานกับคนรัก(คนรักในที่นี้คือคนที่เราพร้อมจะสร้างครอบครัวกับเขา)
เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลที่สุดในชีวิต
สองอย่างนี้มีอะไรที่เหมือนกัน

งาน สิ่งที่เรารัก เราถึงทำมันได้ดี
คนรัก คนที่เรารัก เราถึงดูแลเขาได้ดี
(สองสิ่งนี้ต้องมีความรู้สึกที่เรียกว่า passion อบอวลอยู่ ถึงจะเวิร์ค )

งาน สิ่งที่เราต้องพยายามให้ได้มา
คนรัก คนที่เราก็ใช้ความพยายามให้ได้หัวใจของเขามา

งาน สิ่งที่ทำให้เรามีค่า คนรักก็เป็นคนที่ทำให้เรามีค่า

งาน สิ่งที่เราเจอทุกวัน (อาจจยกเว้นวันหยุด หรือวันนักขัตฤกษ์)
คนรัก คนที่เราเจอทุกวันเหมือนกัน เมื่อตื่นนอนตอนเช้า

งาน สิ่งที่เราต้องอัพเดตเพื่อน เมื่อไม่ได้เจอกันนาน “เฮ้ย ตอนนี้ทำไรอยู่วะ”
เรื่องคนรักของเราก็เช่นกัน “น้องโบ สุดที่รักมึง เป็นไงบ้าง”

งาน ที่เรารัก เราจะพูดถึงด้วยความภูมิใจ
คนรักก็เช่นกัน สองอย่างนี้ ตาเราจะเป็นประกายเวลาได้พูดถึง

งาน สิ่งที่เราทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับมันอย่างมหาศาล
คนรัก คนที่เราทุ่มเทแรงใจแรงกายให้กับเขาอย่างมหาศาลเช่นกัน

งาน สิ่งที่ทำให้เราอยากลุกจากเตียงในตอนเช้า
คนรัก คนที่ทำให้เราอยากรีบกลับไปอยู่บนเตียงในตอนเย็น

ใครหลายๆคนกำลังหาคนที่ “ใช่”
ใครหลายๆคน กำลังหางานที่ “รัก”
ใครบางคนเจอแล้วทั้งสองอย่าง ใครบางคนอาจจะเจอบางอย่าง
ใครบางคนอาจจะยังไม่เจอทั้งสองอย่าง

ฉันเป็นคนหนึ่งที่อยากสัมผัสกับทั้งสองอย่าง
ฉันไม่อยากอิจฉาคนอื่นๆอีกต่อไปแล้ว

ฉันอยากพูดว่า “ฉันรักงานของฉัน ฉันภูมิใจกับมัน”
และ “แต่งงานกับฉันได้มั้ย มาใช้ชีวิตด้วยกันเถอะ”

“‘ อย่ายอมแพ้ ’ ฉันกระซิบกับตัวเองเบาๆ และกำลังตะโกนออกมาดังๆ

“ เราทุกคนได้รับอนุญาตจากตัวเองให้ทำงานที่รัก และอยู่กับคนที่ใช่ ”

แล้วเมื่อถึงวันนั้น วันนั้นที่ฉันรอคอยด้วยความตื่นเต้นว่า
พายุหมุนเล็กๆจะพัดเพียงแค่ลมเย็นสบายผ่านตัวฉันไปเท่านั้น


อะไรที่สำคัญต่อชีวิต

เมษายน 3, 2007

อะไรที่สำคัญต่อชีวิต(ชีวิตเราเอง)?


พิเศษตลอดไป

มีนาคม 7, 2007

ไดอารี่(หน้า)สีชมพู

วันนี้เกิดนึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมา หยิบไดอารี่มาอ่าน
เป็นไดอารี่สมัยมัธยมปลาย ในไดอารี่ทั้งเล่มนั้น
ในแต่ละหน้ากระดาษจะมีสีขาว ตัวหนังสือสีน้ำเงิน
บางครั้งสีฟ้า บางครั้งสีดำ
แต่มีอยู่หน้าหนึ่งสะดุดตามากกว่าหน้าใดๆ
มันแปะด้วย post-it สีชมพูสะท้อนแสง
ถึงแสงมันไม่ได้สะท้อนออกมาอย่างชื่อเรียกมัน
แต่มันก็สะดุดตาฉันจนฉันต้องหยุดอ่านอย่างทันที

ความรู้สึกที่เคยอยู่ในสุด กลับถูกคลี่ออกมาอย่างชัดเจน

เรื่องราวสีชมพู เด็กผู้ชายตาหยี วันอังคาร
ขนม ห้อง225 “เจ้า”และ”ข้า”

จงแต่งประโยคจากคำที่กำหนดให้
ถ้าให้ถูกก็คงจะต้องเขียนว่า “จงเล่าเรื่องราวจากคำที่คุ้นเคย”

เรื่องมีอยู่ว่า “กาลครั้งหนึ่ง เด็กผู้หญิงน่ารักน่าชัง
แถมเธอยังแก่แดดเล็กน้อย (ท่านทั้งหลายจะรู้ว่าเธอแก่แดด
อย่างไรจากการกระทำดังจะเล่าต่อไปนี้)
เธอเรียนอยู่ม.6 สายศิลป์-ฝรั่งเศส ห้อง 223
ซึ่งอยู่ไม่ไกลเลยจากห้อง 225 ห้องที่มีเด็กผู้ชายตาหยี
หน้ายิ้มตลอดเวลา เวลาทุกคนมองเค้า เหมือนความทุกข์ทั้งหมด
บนโลกนี้หายไปในพริบตา
ทำไมหน้ามันมีความสุขได้ขนาดนั้นนะ
ฉันนึกในใจ ขณะเดินสวนกันตรงทางเดินระเบียง

…เป็นวันธรรมดาๆวันหนึ่ง เป็นเหตุการณ์ธรรมดาๆเหตุการณ์หนึ่ง
เป็นคนธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้น และแล้วก็ผ่านไป

“เอ่อ เธอ เธอ เพื่อนเราอยากรู้จักเธออะ”
ระเบียงหน้าห้อง223 เด็กผู้ชายใส่แว่น ผิวคล้ำคนหนึ่งเรียกฉัน
เริ่มเขินดิ อยากรู้จัก มันไม่ได้แปลว่าอยากรู้จักเท่านั้นซักหน่อย
หน้ากูเขินแน่นอน เอาวะ หันก็หัน “อืม” ยิ้มเขินๆ
และแล้วเราสองคน ก็รู้จักกันจนได้สิน่า

ระหว่างนั้น
เรายิ้มกัน เราคุยกัน เราทักกัน เราเขินกัน
เราจะคุยกันเรื่องที่ชอบ ไม่ชอบ แหม!ก็คุยกันแรกๆนี่ แทบจะจดทุกอย่าง
ลงในสมุดอย่างกับทำวิจัยเลยทีเดียว
“เธอชอบสีชมพูหรอ แปลกดี ไม่ค่อยมีผู้ชายชอบสีชมพู”
“แต่น่ารักดีนะ” ฉันพูดแบบให้ดูธรรมดาที่สุดในคำว่า…แต่ก็น่ารักดีนะ
เขายิ้ม (อย่ายิ้มได้มั้ย เดี๋ยวฉันก็มีความสุขตายหรอก)

และแล้วทุกวันอังคาร ตอนพักกลางวัน
ฉันจะสรรหาขนมไปให้เด็กผู้ชายตาหยี
โดยขนมนั้นต้องมีสีชมพูอยู่ด้วย ไม่ที่ตัวขนม ก็ต้องแพ็คเกจ หรือฟอนต์
ขอให้มีสีชมพูเถอะ แถมแปะด้วย post-it สีชมพู
เขียนข้อความบางอย่างที่คิดมาแล้วอย่างตั้งใจ และกลั่นกรอง
มาหลายครั้งว่าดีที่สุดและต้องคอยหาวิธีให้อย่าง surprise
ทุกทีไป อย่างแอบไปใส่ในเก๊ะ โต๊ะเรียนเค้าบ้าง ฝากเพื่อนไปให้
แอบไว้ในสมุดบนโต๊ะ สอดไว้ในกระเป๋า แล้วแต่วิธีที่จะสรรหาได้
(นึกไม่ออกเลยว่าทำไปได้ไงตอนนั้น เพราะว่าต้องเดินไปห้อง225
แล้วเราหลบคนอื่นได้ไงไม่ให้เห็นน่ะ นั่นมันห้องวิทย์-วิดวะนะ
ผู้ชายเต็มห้องขนาดนั้น ลืมไปแล้ว)

ทุกสัปดาห์ ฉันจะรอให้ถึงวันอังคาร รอทุกวัน ตั้งแต่วันพุธ

ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
เราเริ่มเปลี่ยนสรรพนามการเรียกกันจากที่เพื่อนเรียกกันธรรมดาๆ
เป็นคำแปลกๆอย่าง “เจ้า” กับ “ข้า”

ที่เล่ามานี่มันใครชอบใครกันแน่เนี่ย เริ่มงง!

เล่าถึงฝ่ายเด็กผู้ชายตาหยีบ้าง ฉ ันไม่ได้ฟูมฟายคนเดียวนะ
“จริงๆวันนี้ยังไม่คุยกันเลย วันนี้ไปเรียนวาดรูปใช่หรือเปล่า
รีบกลับด้วย เดี๋ยวพ่อแม่จะเป็นห่วง รวมทั้งเราด้วย”/ทีม 6:20PM 23/05/00
“เรายังนอนไม่หลับ ก็เลยเพจมาหา รบกวนรึป่าววววว อืมมมมมมม
ก็เราคิดถึงนี่นา ทีม ทีม ทีม ทีม ทีมทีมทีม”/siampage
10:46 PM 29/05/00

เรื่องราวก็ดำเนินมาเรื่อยๆ
และแล้ว…
เมื่อถึงวันๆหนึ่ง เด็กผู้เชายตาหยีคนนั้น ก็ต้องการคำตอบของคำถามคำถามหนึ่ง
ที่เค้าได้ถามมานานแล้ว
เค้ายิ้มตาหยีเหมือนเคย
การเผชิญหน้าเกิดขึ้น ความคาดหวังเกิดขึ้น

….
วินาทีที่เค้าตั้งใจฟังฉันมากกว่าครั้งใด

“เราว่า…เป็นเพื่อนกันไปก่อนดีมั้ย “

โลกที่มีแต่รอยยิ้มที่สดใสนั้น ได้ดับสลายไปทันที ที่ประโยคนี้จบลง
ฉันไม่เคยเห็นหน้าที่เศร้าของเค้ามาก่อนเลย
“ขอโทษนะ”
ฉันเดินหันหลังไปโดยที่ไม่กล้าหันกลับมาอีก

กระดาษเพลง “เจ้าสาวที่กลัวฝน” มาอยู่บนโต๊ะเรียนในวันรุ่งขึ้น

เรื่องราวจบที่ไม่มีสีชมพู ไม่มีเด็กผู้ชายตาหยี มีวันอังคาร
แต่ไม่มีขนม มีห้อง225 แต่ไม่มี “เจ้า”และ”ข้า”

แต่ความพิเศษไม่ได้หายไป
เด็กผู้ชายตาหยี เป็นคนพิเศษในความทรงจำของฉัน
เรื่องราวสีชมพู วันอังคารสีชมพู ขนมชมพู ห้อง225 เจ้าและข้า ยังคงเป็นสิ่งพิเศษเหมือนเดิม

ในความทรงจำ สิ่ ง ที่ พิ เ ศ ษ แล้ว ไม่อาจจะเป็น สิ่ ง ธ ร ร ม ด า ไปได้


“มิเชล”เธอรู้จักตัวเอง

กุมภาพันธ์ 22, 2007

“คนจำนวนมากมายตกปลามาตลอดชีวิต
โดยไม่รู้ความจริงว่า
ปลานั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ”
เฮนรี่ เดวิด ทอโร

……………………………………………………

1
เหมือนฝัน

“You wanna be on top?”
เป็นประโยคจากรายการ America’s Next Top Model
โดย Tyra Banks ดำเนินรายการเป็นทั้งครีเอทีฟรายการและพิธีกร
สาวธรรมดาๆทั่วสหรัฐอเมริกาที่ฝันอยากจะเป็นนางแบบ
ผ่านการคัดตัวอย่างเข้มข้น โดยหวังว่าตัวเองจะเป็นหนึ่งในนั้น
และแล้วเธอทั้ง 12 คน ก็เธอได้รับอนุญาตให้เดินขึ้นมาบนแคทวอร์กแล้วล่ะ
แต่เกมส์เพิ่งเริ่ม เกมส์นี้ต้องการผู้ที่เป็น Top Model เพียงหนึ่งเท่านั้น

2
คฤหาสน์ของสาวๆ

สาวๆที่ได้รับคัดเลือกจะใช้ชีวิตรวมกันในอพาร์ตเมนต์หรูใจกลางเมืองนิวยอร์ก
เมื่อพวกเธอลงจากรถลีมูซีนคันหรู มาที่ๆบ้านของพวกเธอ
“โอ้ว! พวกเราดูสิ มีแคทวอร์กอยู่ตรงกลางบ้านด้วย”
“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยอะ ฉันไม่เคยมีกระจกใหญ่เท่านี้เลย
มันสูงถึงเพดานเลยนะเนี่ย”
“โอ้ พระเจ้า สระว่ายน้ำใหญ่เบ้อเร้อ มีจากุชชี่ด้วย”

3
บททดสอบ

พวกเธอจะได้รับการฝึกฝนทักษะจำเป็นต่อการเป็นนางแบบในแต่ละสัปดาห์
อย่างการเดินแบบ
การแสดง การแสดงอารมณ์ ท่าทาง
การสร้างสรรค์ท่าในการถ่ายรูป
การเป็นนางแบบโฆษณา
รวมไปถึงการให้สัมภาษณ์กับปาปารัชซี่ (ก็เค้าจะเป็นถึง Top Model เชียวนะ)
“คุณต้องทำมือแบบนี้ ดูผมสิ ฟังผม และทำ!”
“คุณเดินอย่างกับเพิ่งหัดเดิน ผ่อนคลายหน่อย อย่าเกร็งกับการใส่ส้นสูง”
“ขอท่าอื่นบ้าง ทั้งหมดที่ถ่ายมาเนี่ย เหมือนเราได้แค่รูปเดียว”
“อารมณ์เศร้า เศร้ากว่านี้อีก มากกว่านี้ …คุณต้องเข้าถึงมันให้ได้”

4
ถ้าคุณไม่เปล่งประกาย

สิ่งที่สำคัญสุดคือแต่ละสัปดาห์ ผู้ที่ฉายแววการเป็นนางแบบน้อยที่สุด
จะถูกส่งกลับบ้าน โดยการตัดสินของกรรมการ 5 คน ในแต่ละวิชาชีพ
แน่นนอนว่า Tyra Banks เป็นหนึ่งในนั้น
สาวๆทุกคนเดินเข้ามาในห้องตัดสิน ยืนเรียงหน้ากระดานสองแถว
กรรมการจะเรียงสาวแต่ละคนออกมาวิจารณ์งาานจากสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดยบางสัปดาห์อาจจะมีการทดสอบเล็กๆน้อยๆหรือถามบางอย่าง
ในห้องตัดสินก่อนการตัดสิน จะมีสาวที่อ่อนด้อยที่สุดสองคนเดินออกมาข้างหน้า
แล้วลุ้นว่าใครจะได้อยู่ต่อ ใครที่ Tyra ไม่ได้เรียกชื่อก็จะต้องกลับบ้าน

5
เธอที่เหมาะที่สุด และเธอที่ไม่เหมาะที่สุด

และสัปดาห์นี้มีคำถาม ฉันนั่งหน้าจอทีวีอย่างใจจดใจจ่อ
ราวกับเป็นแม่ของสาวๆเหล่านั้นก็ไม่ปาน (เป็นแฟนพันธุ์แท้เลยล่ะ)
รอบนี้เหลือผู้แข่งขัน 5 คน
กรรมการถามคำถามหนึ่งก่อนจะวิจารณ์งานแต่ละคน
“คุณคิดว่าในพวกคุณทั้งหมด ใครเหมาะที่จะเป็นนางแบบมากที่สุด
และใครไม่เหมาะมากที่สุด เพราะอะไร”
คำถามยิ่งทำให้ฉันกระเถิบเข้าไปใกล้ขึ้น แถมเพิ่มระดับเสียงด้วย
“ฉันคิดว่าฉันเหมาะสมที่สุดค่ะ เพราะฉันต้องการมันมาก
ฉันอยากได้มันมากที่สุดกว่าใครๆในที่นี้
คนที่ไม่เหมาะคิดว่าเป็นยูจีน่า เพราะฉันคิดว่าเธอทำไม่ดีพอ”
“คนที่เหมาะที่สุด ฉันคิดว่าฉันค่ะ เพราะฉันมีศักยภาพพอ ฉันทำได้ดี
คนที่ไม่เหมาะคิดว่าเป็นอแมนด้า เธอไม่มั่นใจในตัวเองคิดว่า
นั่นเป็นปัญหาใหญ่ของนางแบบ”

ทุกคนตอบตัวเองซึ่งไม่น่าแปลกใจ
แต่สำหรับฉันสาวน้อยชื่อ ’มิเชล’ น่าสนใจกว่าพวกเธอมาก
คำตอบของเธอคือ
“คนที่เหมาะสุด ฉันคิดว่าแคลิดี้ เพราะเธอทุ่มเทมาก และอยากได้มันจริงๆ
คนที่ไม่เหมาะ ฉันเลือก ตัวฉันเอง”
เธอเริ่มร้องไห้
“ฉันไม่รู้ว่าตัวเองต้องการสิ่งนี้จริงๆรึเปล่า ในทุกสัปดาห์ฉันเฝ้าถามตัวเอง
กรรมการบอกฉันเก่ง มีพรสวรรค์ เธอทำได้เยี่ยม แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าฉันต้องการมันหรือไม่
ทั้งๆที่พวกเธอข้างหลังฉัน ต้องการเป็นนางแบบทุกลมหายใจ ขอบคุณค่ะ”

6
ผู้ตัดสินฝัน

“แคริดี้พยายามมาก แต่เธอพลาดที่ท่าโพส มันดูพยายามมาเกินไป ไม่ธรรมชาติ”
“ยูจีน่า สวย กล้องรักเธอ”
“สัปดาห์นี้อแมนด้าทำพลาด เธอไม่รู้จักร่างกายของเธอ เธอไม่มีแววเลย”
“ต่างจากมิเชล เธอเก่ง ถึงเธอบอกว่าเธอไม่รู้ว่าเธอคิดยังไง แต่ทุกสัปดาห์
เธอทำให้พวกเราทึ่งเสมอ วันนึงเธออาจจะเป็นนางแบบที่ประสบความสำเร็จมากก็ได้
โดยที่เธอยังไม่รู้ตัวเลย”

7
คนเก่งที่ไม่ต้องการหรือคนไม่เก่งที่ต้องการ

ชื่อทุกคนถูกเรียก จนเหลือสองคนสุดท้าย (อารมณ์เหมือนอคาเดมี่ แฟนตาเชีย)
“อแมนด้ากับมิเชลก้าวเข้ามา”
“คุณคนนึงอยากเป็นนางแบบมาก แต่ไม่รู้วิธีเป็นนางแบบ
ผู้ตัดสินบอกว่าพวกเค้าไม่รู้ว่าคุณจะเป็นนางแบบระดับท็อปได้มั้ย
แต่คุณอีกคนนึง มีพรสวรรค์ ทุกครั้งภาพถ่ายคุณเยี่ยม คุณสวย
แต่คุณไม่รู้ว่าคุณต้องการสิ่งนี้รึเปล่า”

“อแมนด้า ยินดีด้วยนะ คุณได้เข้ารอบที่จะเป็นนางแบบต่อไป”

8
มิเชล

สาวๆหลายคนมาที่นี่เพราะรู้ว่าเธอจะไปเป็นอะไร
และเธอก็พยายามอย่างหนักในการจะได้มาของสิ่งๆนั้น
มิเชลก็เช่นกัน มิเชลมาด้วยความรู้สึกเดียวกัน
แต่แล้ววันหนึ่ง…

“เธอก็ได้รู้ว่านางแบบไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการเป็น และเธอก็ไม่ฝืนมันอีกต่อไป”

หมายเหตุ
1 จากรายการ America’s Next Top Model ทาง True Vision ช่อง 22
ทุกวันพุธ 22:15 มีRerun วันอาทิตย์ 10:00
2 ประโยคบางประโยคอาจไม่ตรงเป๊ะ แต่อารมณ์ใช่เลย


วาทะบุคคลสำคัญ

กุมภาพันธ์ 15, 2007

วาทะป่าป๊า..
“บริษัทเค้าจ้างใครก็ได้มาเป็นพนักงาน แต่ป๊าจ้างคนอื่นมาเป็นลูกป๊าไม่ได้”
วันที่เค้าขอให้เราลาออกจากงานมาช่วยธุรกิจที่บ้าน
กำลังออกนอกบ้านแบบไม่ได้ใส่ใจคำขอร้องเบื้องหลัง แต่ก็ต้องคิดอีกที

วาทะหัวหน้า
“พี่ไม่ได้ติดอะไรหรอก แต่พี่ว่ามันยังไม่สื่ออะ ไม่รู้ว่าจะบอกอะไร”
คนสองคนต่างรุ่น กำลังยืนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่บรรจุงานadโฆษณา

วาทะน้องชาย
“มึงเลิกยุ่งกับชีวิตกู ชีวิตกู กูจัดการเอง”
เสียงในโทรศัพท์ทั้งโกรธทั้งเคือง เมื่อรู้ว่าพี่สาวตามติดพฤติกรรมผ่านทางแฟนสาวอย่างกับนักสืบ

วาทะเพื่อนซี้
“เอาดิ”
เมื่อเราพูดสิ่งที่ต้องการจบ (ทุกครั้งที่เราอยากไปไหน ทำอะไร)

วาทะเพื่อนรัก
“เพื่อนมีไว้ยามเดือนร้อนแหละมึง”
เแหม! ก็ประโยคนี้แหละ เพื่อนธรรมดากลายเป็นเพื่อนรักเลย

วาทะแฟนหนุ่ม
“นายเป็นคนที่เห็นความติ๊งต๊องของเรามากที่สุด”
บรรยากาศเกือบจะโรแมนติก ในร้านอาหารข้างทาง

วาทะพี่เลี้ยง
“…………..”
ไม่มีคำว่ากล่าวใดๆเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเรา
ไม่ว่าจะเป็นห้องรก,หนีเที่ยว,กินน้ำแบบใช้แก้ววันละหลายใบ,เสื้อผ้าแสนเลอะ

วาทะหม่าม๊า
“ไม่มีแม่คนไหนนอนหลับ ถ้าลูกยังไม่กลับบ้าน”
เสียงลูกแง้มประตูเข้าบ้านกลางดึก แต่อยู่ๆก็มี…เสียงแม่ด้วย

วาทะอาจารย์ที่ปรึกษา
“พวกคุณน่ะขาดpassion คุณต้องมีความรู้สึกอย่าง….อยากปกป้องแมวน้ำ”
ต่อหน้านักศึกษาปีสี่กลุ่มหนึ่ง ที่ไม่รู้ว่าอยากทำอะไรในชีวิตตัวเอง

บางประโยคอาจจะเกิดขึ้นซ้ำๆ
บางประโยคอาจเป็นแค่ประโยคธรรมดาๆ
บางประโยคอาจจะได้ยินมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง
บางประโยคเกิดขึ้นกับเฉพาะความสัมพันธ์แบบนั้นๆ
มันอาจจะเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของเรากับอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น
ถ้าไม่ใช่เราที่เป็นผู้ฟัง ก็อาจจะไม่ใช่ประโยคนี้เลยก็ได้

ขอบคุณทุกคนที่สอนให้เรารู้จักความสัมพันธ์ ความรัก ความเข้าใจโลก และอื่นๆอีกมากมาย

วาทะที่มีค่ายิ่งกว่าวาทะบุคคลสำคัญของโลก

วาทะบุคคลสำคัญของเรา


อยากเลี้ยงช้างซักตัวมั้ย?

กุมภาพันธ์ 6, 2007

เสาสีแดงสูงและใหญ่ ประมาณไม่ได้ว่ามากเท่าไหร่
แต่มันเรียงตัวกันเป็นแถวยาวสองฝั่งเหมือนมันถูกสร้างขึ้นเพื่อที่จะกั้นอะไรบางอย่าง
ฝุ่นตลบเป็นกลุ่มเมื่อเราเหยียบย่างเข้าดินแดนอันไม่คุ้นเคยด้วยรถสี่ล้อคันเล็ก
บรรยากาศคล้ายกับหนังสมัยอยุธยา
เพียงแต่ประชาชนที่นี่ไม่ได้แสกกลาง นุ่งสไบแต่อย่างใด
สายตาสัตว์ตัวใหญ่มองตามรถและกลุ่มฝุ่น

ที่นี่…วังช้างอยุธยา แล เพนียด

ชายวัยกลางคนหนึ่งนั่งตรงข้ามเรา กำลังพรั่งพรูเรื่องราวต่างๆออกจากปาก
ที่เต็มไปด้วยความห่วงใยในวิถีความเป็นไปของที่นี่
“แต่ก่อนมันมีทั้งกรมม้า กรมช้าง เดี๋ยวนี้มันเหลือแค่กรมทหารม้า
ช้างก็เลยไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน”
“ที่นี่มีช้างร้อยกว่าเชือก ควาญช้างและครอบครัวของควาญช้าง
เงินที่ได้จากการแสดงช้าง แท็กซี่ช้าง และการนำช้างไปเข้าฉากในหนัง
มันไม่พอหรอก”

ความเข้าใจ ประวัติศาสตร์ ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นที่เกี่ยวกับช้าง
ได้ถ่ายทอดจากวัยหนึ่งไปสู่วัยหนึ่ง

“เด็กสมัยนี้ไม่มีวัฒนธรรม ไม่มีความเป็นไทย…เป็นแต่เทคโนโลยี ”
“อย่างการขี่ช้างน่ะ คนมันขี่ช้างด้วยความรู้สึกว่าช้างเป็นทาส”
“อยากจะให้ขี่ช้างแบบภูมิใจ ไม่ใช่ขี่ช้างแบบช้างเป็นทาส
การขี่ช้างก็มีการวางท่าทาง ยืดตัว ผายอก ให้ดูมีเกียรติ มีอำนาจ
คนสมัยก่อนใครขี่ช้างเป็นเจ้าคนนายคน เวลาเค้าพูดกับคนอื่นเค้าจะก้มพูด
เพราะเค้านั่งอยู่สูงกว่า”

ระหว่างการพูดคุยนั้น ฉันเหลือบไปเห็นชาวต่างชาติคนหนึ่งกำลังขี่ช้าง
อย่างคล่องแคล่อง อกผายไหล่ผึ่ง ดูสง่างามมาก
ถึงแม้เขาจะใส่แค่เสื้อยืดกับกางเกงเล
เขาพูดอะไรซักอย่าง ทันใดนั้นช้างหมอบลง เขาลงมาจากช้าง
เขาเปิดสายยางฉีดน้ำให้ทั่วตัวช้าง และถือแปรงลงมือขัด
หนุ่มฝรั่งคนนี้มาอยู่ที่นี่เกือบอาทิตย์แล้ว เค้ามาเลี้ยงช้าง อยู่กับช้าง
และใช้ชีวิตกับช้าง เค้าดูมีความสุข และสงบจริงๆ
“ดูอย่างหนุ่มฝรั่งคนนั้น เค้ามาอยู่ที่เพนียด เค้าเสียเงินวันละ 3,000 บาท
แต่เค้าได้ทำทุกอย่างที่ควาญช้างทำ กินอยู่ที่นี่
เก็บขี่ช้าง อาบน้ำให้ช้าง สอนช้าง …“

ระหว่างนั้น รถหลายๆคันก็วิ่งเข้ามา เด็กๆตัวเล็กลงมาจากรถกับพ่อแม่
กำลังตื่นเต้นกับการได้เห็นช้างตัวโต อีกฝั่งหนึ่งเห็นเด็กผู้ชาย
เหมือนกำลังจะป้อนอาหารให้ช้าง ท่าทางเค้าเหมือนต้องรวบรวมความกล้า
ทุกครั้งที่งวงของช้างตัวใหญ่ใกล้เข้ามา
แต่ความกล้านั้นมากพอที่เด็กน้อยจะป้อนอาหารช้างจนหมด
นั่นมันภาพเหมือนภาพแฮรี่ พอร์ตเตอร์กำลังถือคฑาเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายอยู่เลย
‘นายมาถูกทางแล้วไอ้หนู’ ฉันคิด อย่างน้อยนายก็ได้ความกล้าหาญกลับไปจากที่นี่

ความคิดของฉันเริ่มเปลี่ยนไปจากเมื่อวาน ตอนที่มาเหยียบที่นี่เป็นครั้งแรก
ก่อนมาฉันก็รู้สึกว่าไปดูช้างก็สนุกดีแฮะ ไม่เคยไปเลย 
แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกอะไรมากกว่านั้น

คำตอบสัมภาษณ์ข้อสุดท้าย
“ก็..อยากให้คนมาขี่ช้างกันเยอะๆ มาช่วยดูแลพวกมัน
อาจจะเริ่มจากการนั่งแท็กซี่ช้างก็ได้ หรือถ้าอยากช่วยมากกว่านั้นก็สามารถ
ซื้อสัปปะรดมาเลี้ยง(พร้อมชี้ให้ดู รถบรรทุกสัปปะรด) ช้างมันกินเยอะ
คนไทยสมัยก่อนผูกพันกับช้างแต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว”
ที่น่าสนใจมากก็คือทางเพนียด เค้ากำลังจะมีโครงการซื้อที่ดินให้ช้าง
เค้าจะไปหาที่อยู่เหมาะๆให้ช้าง และเอาที่ดินตรงนั้นมาแบ่งขาย
และให้คนที่สนใจมาซื้อเพื่อให้ช้างมีที่อยู่ต่อไป

ฉันเดินไปริมน้ำเห็นควาญช้างกำลังจะพาช้างไปอาบน้ำ และเมื่อถึงริมน้ำ
มีช้างหลายเชือกกำลังอาบน้ำอยู่ ฉันนั่งดูอยู่ห่างๆ แล้วความรู้สึกก็พรั่งพรูออกมา
และตอนนี้ฉันรู้สึก..ว่า

ฉันอยากจะขี่ช้างเหมือนที่ฉันอยากขึ้นเครื่องเล่นหวาดเสียว
ฉันอยากจะขี่ช้างเหมือนที่ฉันอยากดำน้ำดูปะการัง
ฉันอยากจะขี่ช้างเหมือนที่ฉันอยากไปเที่ยวต่างประเทศ
ฉันอยากจะขี่ช้างเหมือนที่ฉันอยากไปดูหนังเรื่องหนึ่งที่ฉันรอคอยมานาน

“ อาทิตย์นี้ไปเที่ยวที่เพนียดช้างกันมั้ยค๊ะ “

หมายเหตุ :
วังช้างอยุธยา แล เพนียด ก่อตั้งเมื่อ กุมภาพันธุ์ พ.ศ. 2540
เพื่อสร้างงานให้กับช้างไทยที่เร่ร่อน ไม่มีงานทำ ผลจากรัฐบาลปิดป่า
ช้างออกจากป่า เข้าสู่เมือง หนทางแก้ปัญหาช้างไทย ไม่มีทางไป
ใครช่วยได้ วันนี้คล้ายขอทาน อดีตกาลเคยกู้ชาติ
สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.changdee.com ค่ะ เข้าไปดูกันเยอะๆนะค๊ะ


“มาร์ธา สจ๊วร์ต” ทำไมเธอพิเศษ

มกราคม 22, 2007

มาร์ธา สจ๊วร์ต

‘ หลายคนรักเธอในเวลาอันรวดเร็ว และติดตามเธอในทุกๆสื่อ ทุกๆวัน จนถึงทุกวันนี้
เกือบ 20 ปีที่มาร์ธาคงความเป็น “ไอดอน” สำหรับผู้หญิงในสหรัฐ
ตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยชรา เธอทำได้อย่างไร ‘ (1)

‘ ชีวิตของหญิงแกร่ง คนนี้กำลังสร้างอิทธิพลให้กับผู้หญิงอีกหลายสิบล้านคน
และก็อีกหลายสิบล้านครอบครัว ‘ (1)
………………………………………
ฉันสงสัยทำไมผู้คนถึงรักเธอนัก
ฉันแปลกใจทำไมคุณแม่บ้านทั้งหลายถึงให้หัวใจไปกับเธอ
ทำไมรายการเธอถึงมีคนตั้งตาชมมากมาย
และทำไมเธอถึงประสบความสำเร็จอย่างท้วมท้น
คำถามมากมายกำลังจะมีคำตอบ
………………………………………
ฉันเปิดผังรายการเช็คเวลา และวันออกอากาศ
และแล้ว…หนึ่งชั่วโมงเต็ม ฉันก็เข้าไปอยู่ในโลกของเธอ

รายการMARTHA เป็นรายการสด ซึ่งถ้าจะให้แบ่งประเภทละก็
คงจะตัดสินใจยากที่จะให้รายการนี้ไปอยู่ในหมวดไหนซักหมวดหนึ่ง
” เธอสอนทำอาหาร
เธอสัมภาษณ์คนที่มีชื่อเสียงในวงการต่างๆ
เธอเชิญแม่บ้านที่น่ารักทั้งหลายจากครัวที่ไม่มีใครรู้จัก
( ยกเว้นครอบครัวของพวกเขาเอง มาเสนอสูตรเด็ด )
เธอพูดถึงสถานการ